ความหลากหลายในขนมไทย

        ด้วยความที่เมืองไทยมีผลิตผลทางธรรมชาติอยู่มากมายหลายอย่างทั้งมะพร้าว ตาล รวมไปถึงผลไม้ชนิดต่างๆ เช่น กล้วย อ้อย มะม่วง รวมไปถึงข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวเม่า ข้าวตอก ฯลฯ ซึ่งผลิดอกออกผลมาตามฤดูกาลต่างๆ ซึ่งชาวบ้านก็นำมาประกอบอาหารหรือนำมาทำเป็นขนมได้มากมายหลายร้อยชนิด

        ในอดีต ขนมครกกับขนมกล้วยดูจะเป็นขนมยอดนิยมที่สุดของคนไทยยุคก่อน เพราะส่วนผสมหรือเครื่องปรุงนั้นหาง่าย ตลอดจนกรรมวิธีในการทำก็ง่ายแสนง่าย ปัจจุบันขนมครกยังถูกจัดเป็นอาหารเช้าแบบเบาๆ สำหรับ คนทำงาน โดยทั่วไป ขนมน้ำเป็นขนมอีกชนิดหนึ่งที่ทำกินกันได้ง่ายๆ และที่เห็นท็อปฮิตติดอันดับเห็นจะได้แก่ขนมพวกแกงบวดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฟักทองบวด มันบวด กล้วยบวดชี นอกจากนี้ก็ยังมีการถนอมอาหารเก็บไว้กินนานๆ ประเภทขนมเชื่อมและขนมกวนรวมไปถึงผลไม้ดองและผลไม้แช่อิ่มด้วย

         ความมากมายหลากหลายของขนมไทยนี้ สามารถจัดแบ่งเป็นชนิดต่างๆ ได้ตามลักษณะของเครื่องปรุงลักษณะกรรมวิธีในการทำ และการหุงต้ม สำหรับปัญหาเรื่องความหวานของขนมนั้น ขนมไทยแต่ละชนิดก็มีความหวานความมันให้เลือกแตกต่างกันไป ด้วยหลากหลายของขนมไทยทำให้เราสามารถเลือกขนมไทยให้กับเด็กได้ และเด็กเองก็ไม่ต้องซ้ำซากจำเจกับขนมชนิดใดชนิดหนึ่งนานๆ

ตัวอย่างขนมไทยที่ให้พลังงานเรียงจากน้อยไปหามาก (คนที่กลัวอ้วนห่วงหวานให้เลือกรับประทานขนมที่ให้พลังงานน้อยเป็นสำคัญ)

ชื่อขนม(กิโลแคลอรี่) พลังงาน(กรัม) น้ำ(กรัม) คาร์โบไฮเดรต(กรัม) ไขมัน(กรัม) โปรตีน(กรัม) อื่นๆ *
ตะโก้แห้ว 127 71.6 18.3 5.7 0.7 3.8
ลอดช่องน้ำกะทิ 127 70.9 22.5 3.7 0.8 2.0
วุ้นกะทิใบเตย 133 72.8 20.4 5.4 0.6 0.7
บัวลอยเผือก 145 66.2 26.4 4.1 0.8 2.6
ซ่าหริ่ม 158 65.0 29.0 4.5 0.2 1.3
สังขยาไข่ 161 60.5 23.3 4.5 6.9 4.8
ขนมหม้อแกงไข่ 193 58.1 24.0 7.9 6.3 3.7
ขนมลูกชุบ 268 36.6 45.5 6.6 6.6 4.7
ขนมชั้น 273 41.1 49.2 8.2 0.8 0.7
ข้าวเหนียวมูล 278 35.8 52.2 6.3 3.1 2.6
ทุเรียนกวน 328 22.8 62.0 7.5 3.2 4.5
ทองหยอด 337 31.4 49.8 13.4 4.3 1.0
เม็ดขนุน 360 28.0 39.8 17.9 9.8 4.5
ทองหยิบ 393 24.5 45.9 19.7 7.9 2.0
ฝอยทอง 423 23.5 34.2 25.8 13.5 3.0

 หมายเหตุ: คุณค่าทางโภชนาการของขนมไทยในปริมาณ 100 กรัม (ขนมประมาณครึ่งถ้วย)

 

* อื่นๆ หมายถึง กาก ใยอาหาร และเถ้า
ประโยชน์ของใยอาหารในขนมไทย
      "ใยอาหาร" หรือ "Fiber" เป็นอาหารอีกหมู่หนึ่งที่ร่างกายมีความต้องการไม่น้อยไป กว่าอาหารหลักหมู่อื่น ใยอาหารนี้แท้ที่จริงแล้วคือ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ไม่ใช่แป้ง ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ พืช ผัก และผลไม้ที่รับประทานได้ แต่ไม่ถูกย่อยโดยน้ำย่อยในระบบย่อยอาหาร เมื่อผ่านลำไส้ใหญ่บางส่วนจะถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ ทำให้กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไฮโดรเจน น้ำ และกรดไขมันสายสั้นๆ ซึ่งจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ด้วยเหตุนี้ ใยอาหารจึงมีผลช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติช่วยดูดซับสารก่อมะเร็งที่อาจปะปนมากับอาหาร ซึ่งร่างกายสามารถขับถ่ายมาพร้อมกับอุจจาระ ช่วยลดการดูดซึมไขมันและคอเรสเตอรอลในเส้นเลือดได้และเพื่อสุขภาพที่ดีเราควรบริโภคอาหารที่มีเส้นใยอาหารในปริมาณ 25-30 กรัมต่อวัน ซึ่งในขนมไทยต่างมีใยอาหารประกอบอยู่ด้วยทั้งสิ้น        กากใยอาหารในผักและผลไม้ที่นำมาใช้ทำขนม อย่างเช่น กล้วยบวดชี บวดเผือก บวดฟักทอง ยังคงสภาพอยู่กากใยเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อการขับถ่ายของร่างกายทีเดียว ในขณะที่ ขนมพันธุ์ใหม่ที่ในยุคนี้จะเป็นขนมที่ต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายหลายขั้นตอนมาก แป้งที่ใช้ทำขนมก็จะถูกฟอกขาว มีสารเคมีสังเคราะห์มากมายเข้าไปเป็นส่วนผสมทั้งในแป้งและน้ำตาล ซึ่งจะย่อยสลายทันทีในปาก เกิดกรดทำให้ฟันผุได้ทันที และความที่อาหารมีกากใยน้อยลง โรคที่ตามมาอีก คือ อาการท้องผูก ปัจจุบันกลายเป็นปัญหาของเด็กอย่างยิ่ง บางบ้านถึงกับทะเลาะกันระหว่างแม่กับพ่อเรื่องการถ่ายของลูก
เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ     
   
เบต้าแคโรทีน (beta-Carotene) เป็นองค์ประกอบของสารสีส้มแดง สีเหลืองในพืช ผัก ผลไม้ เป็นแหล่งของวิตามินเอ เพราะร่างกายสามารถเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนไปเป็นวิตามินเอได้ ซึ่งวิตามินเอนี้เป็นวิตามินชนิดไม่ละลายน้ำ มีหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็น การเจริญเติบโต เป็นสารต้านอนุมูลอิสระของไขมันบนผนังเซลล์ ทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดี
แคลเซียม

       เป็นธาตุอาหารที่เป็นโครงสร้างของกระดูกและฟัน ช่วยการหดตัวของกล้ามเนื้อและการเต้นของหัวใจ ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์

edit @ 7 Feb 2009 11:59:36 by KANOMKANOMTHAI

edit @ 7 Feb 2009 12:00:44 by KANOMKANOMTHAI

edit @ 8 Feb 2009 11:08:46 by KANOMKANOMTHAI