โครงงานขนมขนมไทย

posted on 08 Feb 2009 18:36 by kanomkanom-thai

ชื่อโครงงาน :  ขนมขนมไทย

ผู้รับผิดชอบ : นางสาวขวัญจิรา โสตถิอนันตชัย ม.4วิทยาศาสตร์ เลขที่4

                    นางสาววริศรา  เรืองวงศ์โรจน์ ม.4วิทยาศาสตร์ เลขที่10

                    นางสาว ณัชชา รัตนศิริทรวุฒิ  ม.4วิทยาศาสตร์ เลขที่11   

                    นางสาวลลิตา คณิสสรมงคล  ม.4วิทยาศาสต ร์ เลขที่32

ที่มาของโครงงาน : เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับขนมไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ที่ซึ่งควรรักษาไว้ ดังนั้นสมาชิกมีความคิดเห็นตรงกันว่าควรจัดทำเรื่องขนมไทยให้เป็นที่รู้จัก แพร่หลายในหมู่คนรุ่นใหม่  และคนรุ่นเก่า ที่อาจจะหลงลืมเห็นความสำคัญของไทย อีกทั้งยังได้ช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมที่มีตั้งแต่ในอดีตจวบจนปัจจุบันให้คงอยู่ต่อไปในภายภาคหน้า

จุดประสงค์ของการทำโครงงาน:                                                                     

.ได้ความรู้เกี่ยวกับขนมไทย

.ได้เผยแพร่ให้คนรุ่นใหม่รู้จักขนมไทย

.ได้คงไว้ซึ้งความเป็นเอกลักษณ์ไทย

ขอบเขตของเนื้อหาและระยะเวลาการทำโครงงาน :   

คัดเลือก ขนมไทยที่ใช้ในประเพณีต่าง ๆ และ ขนมที่ไม่เป็นที่รู้จักของคนรุ่นใหม่   

ระยะเวลา ประมาณ 2 สัปดาห์.

หลักวิชาที่นำมาใช้ในการทำโครงงาน :

   ๑.หลักความรู้เกี่ยวกับขนม    

 คำว่า "ขนม" เข้าใจว่ามาจากคำสองคำที่มาผสมกันคือ "ข้าวหนม" และ "ข้าวนม" เข้าใจว่าเป็นข้าวผสมน้ำอ้อย น้ำตาล โดยอนุโลมคำว่าหนม แปลว่า หวาน 
         
ข้าวหนม ก็แปลว่า ข้าวหวาน เรียกสั้นๆ เร็วๆ ก็กลายเป็น ขนม ไป
         
ส่วนที่ว่ามาจากข้าวนม (ข้าวเคล้านม) นั้นดูจะเป็นตำนานแขกโบราณ อย่างข้าวมธุปายาส (ที่นางสุชาดาทำถวายพระพุทธเจ้าเมื่อตอนตรัสรู้ก็ว่าเป็นข้าวหุงกับนม) 

      ๒. หลักความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม 

   วัฒนธรรม คือ ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติ และศีลธรรมอันดีของประชาชน, วัฒนธรรมในทางวิทยาการหมายถึง วิถีการดำเนินชีวิต ตรงกับภาษาอังกฤษคำว่า (the way of life) ซึ่งเป็นพฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมู่ผลิตสร้างขึ้น ด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตนคำว่า "วัฒนธรรม" มาจากคำสองคำ คำว่า "วัฒน" จากคำศัพท์ วฑฺฒน" ในภาษาบาลี หมายถึงความเจริญ ส่วนคำว่า "ธรรม" มาจากคำศัพท์ "ธรฺม" ในภาษาสันสกฤต หมายถึงความดี เมื่อนำสองคำมารวมกันจึงได้คำว่า "วัฒนธรรม" หมายถึงความดีอันจะก่อให้เกิดความงอกงามที่เป็นระเบียบเรียบร้อย

วิธีปฏิบัติในโครงงาน :

๑.ค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับขนมไทย

๒.คัดเลือกเนื้อหาภายในขอบเขต

๓.เรียบเรียงเนื้อหา

๔.จัดรูปแบบบนอินเตอร์เน็ต

๕.ตรงสอบความถูกต้อง

ตารางการดำเนินงาน

ขั้นตอนการดำเนินงาน

ระยะเวลา

สัปดาห์ที่ 1

สัปดาห์ที่ 2

๑.ค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับขนมไทย

๒.คัดเลือกเนื้อหาภายในขอบเขต

๓.เรียบเรียงเนื้อหา

๔.จัดรูปแบบบนอินเตอร์เน็ต

๕.ตรงสอบความถูกต้อง

             

                        

                         

  

 

 

 

                  

 

ผลที่คาดหวัง :

๑.ได้รับความสนใจจากบุคคลทั่วไป

๒.ผู้เข้าชมได้รับความรู้เกี่ยวกับขนมไทย

.สามารถทำให้ผู้เข้ารับชมเห็นคุณค่าและรู้จักอนุรักษ์ขนมไทยให้คงอยู่กับวัฒนธรรมไทย  

 

edit @ 8 Feb 2009 18:59:10 by KANOMKANOMTHAI

ขนมไทยในงานมงคล

       ในงานมงคลต่างๆ ของไทยอย่าง งานแต่งงาน งานทำบุญอายุ งานขึ้นบ้านใหม่ งานบวช ฯลฯ ขนมไทยได้เข้าไปมีบทบาทในสำรับอาหารหวานที่ทำขึ้นเลี้ยงพระและสำรับอาหารหวานสำหรับเลี้ยงแขกเหรื่อมาเนิ่นนานแล้ว เนื่องจากความเชื่อที่สืบทอดต่อๆ กันมาว่า ขนมหวานเป็นอาหารพิเศษสำหรับผู้มีบุญ ความหวานช่วยสร้างสรรค์มิตรภาพและความรัก จึงอาจกล่าวได้ว่าสำหรับสังคมไทยแล้ว ขนมหวานของไทยมีความหมายเกี่ยวข้องกับบุญกุศล ความรัก ความสุข และความสามัคคี นั่นเอง
ขนมตระกูลทอง    
           ขนมหวานของไทยที่นิยมทำขึ้นเพื่อทำบุญเลี้ยงพระในงานมงคล ได้แก่ ขนมตระกูลทองทั้งหลาย อาทิ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองเอก และขนมที่มีชื่ออันเป็นมงคลอย่าง ขนมถ้วยฟู ขนมชั้น ฯลฯ สาเหตุที่คนไทยในสมัยโบรานใช้ขนมดังกล่าวในงานมงคลก็เนื่องจากชื่ออันเป็นมงคลนั้นเอง โดยเฉพาะชื่อขนมที่มีคำว่า "ทอง" ประกอบ คนไทยเราถือว่าทองเป็นของดีมีมงคล ซึ่งการที่นำขนมที่มีคำว่า "ทอง" มาใช้ในงานมงคลก็เพื่อที่จะได้มีบุญกุศลมีเงินมีทอง มีลาภยศ สรรเสริญ สมชื่อขนมนั่นเอง

ขนมที่ใช้เฉพาะในพิธีแห่ขันหมากงานแต่งงาน 

             ก็มี ขนมกง ขนมสามเกลอ ขนมพระพาย ขนมโพรงแสม ขนมชะมด ฯลฯ
ขนมที่ใช้ติดกัณฑ์เทศน์ 
             คือ ขนมหน้านวล ขนมชั้น ขนมฝักบัว ขนมผิง ขนมทองม้วน ฯลฯ
ขนมสามเกลอ

             ซึ่งเป็นขนมที่แสดงถึงความสามัคคี และไม่มีวันพรากจากกัน โดยใช้เป็นขนมเสี่ยงทายในงานแต่งงานลักษณะของขนมสามเกลอเป็นลูกกลมๆ เรียงกัน ๓ ลูกแบบก้อนเส้า การเสี่ยงทายจะดูกันตอนทอด กล่าวคือ ถ้าทอดแล้วยังอยู่ติดกัน ๓ ลูก ถือว่าบ่าวสาวจะรักใคร่กลมเกลียวกัน ถ้าทอดแล้วติดกัน ๒ ลูก แสดงว่าจะมีลูกยากหรือไม่มีเลย และถ้าหลุดจากกันหมด ไม่ติดกันเลย แสดงว่าชีวิตคู่จะไม่ยั่งยืนหรือชีวิตสมรสจะไม่มีความสุข อีกนัยหนึ่ง...ถ้าทอดขนมสามเกลอแล้วพองฟูขึ้น จะถือว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมกับราวกิ่งทองกับใบหยก แต่ถ้าทอดแล้วด้าน ไม่พองฟู ก็ถือว่าใช้ไม่ได้ 

ขนมไทยในเทศกาลงานบุญ

ข้าวเหนียวแดงและกะละแม
          เป็นพระเอกและนางเอกในเทศกาลตรุษสงกรานต์ การกวนข้าวเหนียวแดงและกะละแมนั้นต้องใช้แรงมาก จึงต้องอาศัยช่วงเทศกาลนี้ที่มีพ่อแม่พี่น้องและญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมประชุมกันโดยพร้อมเพรียงร่วมแรงร่วมใจกันทำ เมื่อเสร็จแล้วก็นำไปทำบุญที่วัดร่วมกัน สะท้อนให้เห็นถึงความสมัครสมานสามัคคีในครอบครัวและในสังคมไทย
กล้วยไข่ กระยาสารท 
          เทศกาลสารทไทยเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับทางภาคกลางจะมีการรวมพลในแต่ละบ้านหรือในหมู่บ้าน เพื่อกวนกระยาสารทไปทำบุญถวายพระ โดยมีกล้วยไข่ผลงานสุกปลั่งเคียงคู่กันไปด้วย
ขนมลา
              เทศกาลสารทไทยของภาคใต้หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่างานสารทเดือน 10 นี้ เป็นประเพณียิ่งใหญ่ประจำปีที่จัดขึ้นในระดับจังหวัด โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราชนั้นจัดขึ้นอย่างเอิกเกริกเลยทีเดียว ขนมในงานบุญสารทเดือน 10 ของชาวปักษ์ใต้มีหลายชนิดด้วยกัน อาทิ ขนมลา ขนมบ้า ขนมดีซำ ขนมพอง ขนมไข่ปลา ขนมโค ขนมแดง ฯลฯ
 ข้าวต้มมัดหรือข้าวต้มผัด
              ดาวดวงเด่นของงานบุญออกพรรษาหรืองานตักบาตรเทโวของภาคกลางจะห่อและมัดเป็นกลีบโดยใช้ใบตองและเชือกกล้วย ส่วนทางใต้ห่อเป็นทรงกรวยโดยใช้ใบกะพ้อแต่ไม่มัด บางท้องถิ่นห่อเป็นก้อนด้วยใบเตยหรือใบอ้อย แล้วไว้หางยาว เรียกว่า "ข้าวต้มลูกโยน" การนำข้าวต้มมัดมาใส่บาตรทำบุญจนเกิดขึ้นเป็นธรรมเนียมนั้นมีจุดประสงค์เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ใช้เป็นเสบียงในการเดินทางไปเผยแพร่พระธรรมคำสอน ซึ่งยึดเป็นแบบแผนมาตั้งแต่สมัยโบราณ

edit @ 7 Feb 2009 12:11:34 by KANOMKANOMTHAI

edit @ 8 Feb 2009 11:06:29 by KANOMKANOMTHAI

                                          

           ความหลากหลายในขนมไทย

        ด้วยความที่เมืองไทยมีผลิตผลทางธรรมชาติอยู่มากมายหลายอย่างทั้งมะพร้าว ตาล รวมไปถึงผลไม้ชนิดต่างๆ เช่น กล้วย อ้อย มะม่วง รวมไปถึงข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวเม่า ข้าวตอก ฯลฯ ซึ่งผลิดอกออกผลมาตามฤดูกาลต่างๆ ซึ่งชาวบ้านก็นำมาประกอบอาหารหรือนำมาทำเป็นขนมได้มากมายหลายร้อยชนิด

        ในอดีต ขนมครกกับขนมกล้วยดูจะเป็นขนมยอดนิยมที่สุดของคนไทยยุคก่อน เพราะส่วนผสมหรือเครื่องปรุงนั้นหาง่าย ตลอดจนกรรมวิธีในการทำก็ง่ายแสนง่าย ปัจจุบันขนมครกยังถูกจัดเป็นอาหารเช้าแบบเบาๆ สำหรับ คนทำงาน โดยทั่วไป ขนมน้ำเป็นขนมอีกชนิดหนึ่งที่ทำกินกันได้ง่ายๆ และที่เห็นท็อปฮิตติดอันดับเห็นจะได้แก่ขนมพวกแกงบวดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฟักทองบวด มันบวด กล้วยบวดชี นอกจากนี้ก็ยังมีการถนอมอาหารเก็บไว้กินนานๆ ประเภทขนมเชื่อมและขนมกวนรวมไปถึงผลไม้ดองและผลไม้แช่อิ่มด้วย

         ความมากมายหลากหลายของขนมไทยนี้ สามารถจัดแบ่งเป็นชนิดต่างๆ ได้ตามลักษณะของเครื่องปรุงลักษณะกรรมวิธีในการทำ และการหุงต้ม สำหรับปัญหาเรื่องความหวานของขนมนั้น ขนมไทยแต่ละชนิดก็มีความหวานความมันให้เลือกแตกต่างกันไป ด้วยหลากหลายของขนมไทยทำให้เราสามารถเลือกขนมไทยให้กับเด็กได้ และเด็กเองก็ไม่ต้องซ้ำซากจำเจกับขนมชนิดใดชนิดหนึ่งนานๆ

ตัวอย่างขนมไทยที่ให้พลังงานเรียงจากน้อยไปหามาก (คนที่กลัวอ้วนห่วงหวานให้เลือกรับประทานขนมที่ให้พลังงานน้อยเป็นสำคัญ)

ชื่อขนม(กิโลแคลอรี่) พลังงาน(กรัม) น้ำ(กรัม) คาร์โบไฮเดรต(กรัม) ไขมัน(กรัม) โปรตีน(กรัม) อื่นๆ *
ตะโก้แห้ว 127 71.6 18.3 5.7 0.7 3.8
ลอดช่องน้ำกะทิ 127 70.9 22.5 3.7 0.8 2.0
วุ้นกะทิใบเตย 133 72.8 20.4 5.4 0.6 0.7
บัวลอยเผือก 145 66.2 26.4 4.1 0.8 2.6
ซ่าหริ่ม 158 65.0 29.0 4.5 0.2 1.3
สังขยาไข่ 161 60.5 23.3 4.5 6.9 4.8
ขนมหม้อแกงไข่ 193 58.1 24.0 7.9 6.3 3.7
ขนมลูกชุบ 268 36.6 45.5 6.6 6.6 4.7
ขนมชั้น 273 41.1 49.2 8.2 0.8 0.7
ข้าวเหนียวมูล 278 35.8 52.2 6.3 3.1 2.6
ทุเรียนกวน 328 22.8 62.0 7.5 3.2 4.5
ทองหยอด 337 31.4 49.8 13.4 4.3 1.0
เม็ดขนุน 360 28.0 39.8 17.9 9.8 4.5
ทองหยิบ 393 24.5 45.9 19.7 7.9 2.0
ฝอยทอง 423 23.5 34.2 25.8 13.5 3.0

 หมายเหตุ: คุณค่าทางโภชนาการของขนมไทยในปริมาณ 100 กรัม (ขนมประมาณครึ่งถ้วย)

 

* อื่นๆ หมายถึง กาก ใยอาหาร และเถ้า
ประโยชน์ของใยอาหารในขนมไทย
      "ใยอาหาร" หรือ "Fiber" เป็นอาหารอีกหมู่หนึ่งที่ร่างกายมีความต้องการไม่น้อยไป กว่าอาหารหลักหมู่อื่น ใยอาหารนี้แท้ที่จริงแล้วคือ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ไม่ใช่แป้ง ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ พืช ผัก และผลไม้ที่รับประทานได้ แต่ไม่ถูกย่อยโดยน้ำย่อยในระบบย่อยอาหาร เมื่อผ่านลำไส้ใหญ่บางส่วนจะถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ ทำให้กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไฮโดรเจน น้ำ และกรดไขมันสายสั้นๆ ซึ่งจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ด้วยเหตุนี้ ใยอาหารจึงมีผลช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติช่วยดูดซับสารก่อมะเร็งที่อาจปะปนมากับอาหาร ซึ่งร่างกายสามารถขับถ่ายมาพร้อมกับอุจจาระ ช่วยลดการดูดซึมไขมันและคอเรสเตอรอลในเส้นเลือดได้และเพื่อสุขภาพที่ดีเราควรบริโภคอาหารที่มีเส้นใยอาหารในปริมาณ 25-30 กรัมต่อวัน ซึ่งในขนมไทยต่างมีใยอาหารประกอบอยู่ด้วยทั้งสิ้น        กากใยอาหารในผักและผลไม้ที่นำมาใช้ทำขนม อย่างเช่น กล้วยบวดชี บวดเผือก บวดฟักทอง ยังคงสภาพอยู่กากใยเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อการขับถ่ายของร่างกายทีเดียว ในขณะที่ ขนมพันธุ์ใหม่ที่ในยุคนี้จะเป็นขนมที่ต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายหลายขั้นตอนมาก แป้งที่ใช้ทำขนมก็จะถูกฟอกขาว มีสารเคมีสังเคราะห์มากมายเข้าไปเป็นส่วนผสมทั้งในแป้งและน้ำตาล ซึ่งจะย่อยสลายทันทีในปาก เกิดกรดทำให้ฟันผุได้ทันที และความที่อาหารมีกากใยน้อยลง โรคที่ตามมาอีก คือ อาการท้องผูก ปัจจุบันกลายเป็นปัญหาของเด็กอย่างยิ่ง บางบ้านถึงกับทะเลาะกันระหว่างแม่กับพ่อเรื่องการถ่ายของลูก
เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ     
   
เบต้าแคโรทีน (beta-Carotene) เป็นองค์ประกอบของสารสีส้มแดง สีเหลืองในพืช ผัก ผลไม้ เป็นแหล่งของวิตามินเอ เพราะร่างกายสามารถเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนไปเป็นวิตามินเอได้ ซึ่งวิตามินเอนี้เป็นวิตามินชนิดไม่ละลายน้ำ มีหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็น การเจริญเติบโต เป็นสารต้านอนุมูลอิสระของไขมันบนผนังเซลล์ ทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดี
แคลเซียม

       เป็นธาตุอาหารที่เป็นโครงสร้างของกระดูกและฟัน ช่วยการหดตัวของกล้ามเนื้อและการเต้นของหัวใจ ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์

edit @ 7 Feb 2009 11:59:36 by KANOMKANOMTHAI

edit @ 7 Feb 2009 12:00:44 by KANOMKANOMTHAI

edit @ 8 Feb 2009 11:08:46 by KANOMKANOMTHAI